วัดเขาทำเทียม อู่ทอง สุพรรณบุรี ประเทศไทย

วัดเขาทำเทียม อู่ทอง สุพรรณบุรี ประเทศไทย

กรกฎาคม 3, 2021 0 By admin

วัดเขาทำเทียม ตั้งอยู่ที่ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าจะเป็นวัดแห่งแรกในประเทศไทย หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพานได้ 300 ปี พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ ได้ทำการสังคยนา ครั้งที่ 3 โดยมีพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นองค์อุปถัมภ์ ณ เมืองปาฏลีบุตร และได้ส่งสมณฑูตพระอรหันต์ปัญจวคคีย์ ได้แก่ พระสณะ พระมุนียเถระ พระฌานีเถระ พระภูริยเถระและพระอุตตรเถระ ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนายังเมืองสุวรรณภูมิ และได้จารึกภาษาสันสกฤตโบราณไว้ว่า ปุษยคิริ หรือ ปุษยคีรี แปลว่า ภูเขา ดอกไม้ เนื่องจากบนภูเขามีดอกไม้ที่สวยงาม ประกอบด้วย ดอกสุพรรณิกา (สมอฝ้าย) ดอกงิ้วป่าสามสี เป็นที่น่าอัศจรรย์ ที่ชื่อ ปุษยคิริ ไปพ้องกันกับภูเขาปุษยคีรีสังฆาราม ในเมืองสาญจี รัฐโอริสสา

วัดเขาทำเทียม มีชื่อเรียกหลายชื่อ วัดเขาธรรมเธียร วัดเขาคำเทียม วัดเขาถ้ำเทียมสวรรค์ วัดเขาทำเทียม ชื่อเขาธรรมเธียร แปลว่า ที่อยู่ของนักปราชญ์ผู้ฉลาดในธรรม และเขาคำเทียม ปรากฏในหนังสือรายงานตรวจราชการ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ร.ศ.122 (พ.ศ.2446) อยู่ด้านทิศตะวันตกของเมืองอู่ทอง เขาถ้ำเทียมสวรรค์ หมายถึง เพิงผาหน้าถ้ำของวัดอยู่บนที่สูง ก็เลยได้ชื่อว่าถ้ำเทียมสวรรค์ และชื่อว่า วัดเขาทำเทียมนั้น น่าจะหมายถึง วัดที่สร้างขึ้นคู่กับวัดเขาพระ คำว่า เทียม หมายถึง คู่กัน จึงมักมีคนพูดว่า วัดเมียหลวง เมียน้อย ได้ขออนุญาตสร้างวัดพร้อมกันกับวัดเขาพระ เมื่อปีพุทธศักราช 2460 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปีพุทธศักราช 2471 เนื่องจากวัดเขาทำเทียม ชุมชนไม่หนาแน่น การพัฒนาเกี่ยวกับศาสนวัตถุ ค่อนข้างลำบาก ล่าช้า

ศาสนวัตถุ ที่อยู่ในบริเวณวัด ประกอบด้วยพระอุโบสถเก่า สร้างในสมัยต้นๆกรุงศรีอยุธยา และเจดีย์หมายเลข 12 ฐานเจดีย์สร้างในสมัยอยุธยา พระพุทธรูปเก่าๆ ที่พบที่วัดเขาทำเทียมนั้น ปัจจุบันนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ และเสมาธรรมจักร ที่สมบูรณ์ที่สุด สวยงามที่สุด ขุดค้นพบในในปี พ.ศ.2519 โดยนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น

หลักฐานที่สนับสนุนว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดแห่งแรกในประเทศไทยก็คือ บันทึกของนักโบราณคดีอินเดียระบุว่า การเดินทางไปอินเดียเพื่อศึกษาแก่นแท้พระพุทธศาสนาของหลวงจีนเหี้ยนจัง หรือสำเนียงกลางว่า เสวียนจั้ง 玄奘 (พระถังซำจั๋ง) ในพุทธศตวรรษที่ 12 ท่านได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นตลอดการเดินทางในช่วงเวลานั้นไว้อย่างละเอียด เมื่อพระถังซำจั๋งได้เดินทางมาถึงแคว้นอุฑร ก็ได้บันทึกไว้ว่ามีสถูปกว่า 10 องค์ เป็นสถานที่ที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา “พระเจ้าอโศกมหาราช” ทรงสร้างไว้ในหุบเขาอันเป็นพรมแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ (แคว้นอุฑร) มีอารามชื่อ “ปุษปคีรีฆาราม”สถูปหินในอารามศักดิ์สิทธิ์มาก

การเดินทางไปอินเดียเพื่อศึกษาแก่นแท้พุทธศาสนาของพระถังซำจั๋งในพุทธศตวรรษที่ 12 ท่านได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นตลอดการเดินทางในช่วงเวลานั้นไว้อย่างละเอียด บันทึกการเดินทางเล่มนั้นมีความสำคัญยิ่งยวดต่อการศึกษาประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีของพุทธศาสนาในอินเดียมาจนทุกวันนี้

เมื่อพระถังซำจั๋งได้เดินทางมาถึงแคว้นอุฑร (Udra) ก็ได้บันทึกไว้ว่า “…มีสถูปกว่า 10 องค์ เป็นสถานที่ที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างไว้”

“ในหุบเขาอันเป็นพรมแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ (แคว้นอุฑร) มีอารามชื่อปุษปคีรีสังฆาราม (Puspagiri) สถูปหินในอารามศักดิ์สิทธิ์มาก ในวันอุโบสถมักจะเปล่งรัศมีโชติช่วง พุทธศาสนิกชนทั้งใกล้และไกล มักจะมาชุมนุมกันที่วัดนี้…”

แคว้นอุฑร ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐโอริสสา (Orissa) หรือแคว้นกลิงคะโบราณ (Ancient Kalinga) อยู่ติดชายฝั่งตะวันออกค่อนไปทางเหนือของอินเดีย นับตั้งแต่กองโบราณคดีอินเดียขุดสำรวจแหล่งโบราณสถานในรัฐโอริสสา พวกเขาได้พบซากพุทธสถานโบราณจำนวนมากมายหลายยุคสมัย แต่กลับไม่เคยพบพุทธสถาน หรือสถูปใดที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกเลย ยกเว้นการพบจารึกหิน (Rock Edicts) ที่พระเจ้าอโศกให้จารึกธรรม และบทบัญญัติต่างๆ ไว้สอนชาวบ้านชาวเมือง

จนกระทั่ง ในปี พ.ศ.2539-2544 นักโบราณคดีจากสถาบันศึกษาทางทะเลและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งโอริสสา (The Orissan Institute of Maritime and South-east Asian Studies) ได้สำรวจพบพุทธสถานโบราณ ที่เนินเขาลังกุฎี (Langudi Hill) ในรัฐโอริสสา พวกเขาขุดพบหลักฐานและจารึกมากมายที่ยืนยันได้ว่าบริเวณนี้คือ ปุษปคีรีมหาวิหาร หรือสังฆารามที่พระถังซำจั๋งได้กล่าวไว้ในบันทึก และแน่นอน สถูปที่พวกเขาพบนั้นสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
หลักฐานสำคัญที่พบที่เนินเขาลังกุฎี ชี้ชัดว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช คือซากปรักหักพังของพระสถูปหินทรงโอคว่ำเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 ฟุต ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สถูปมีรั้วหินหรือเวทิกา (Vedika or Railing) ล้อมอยู่ทั้งสี่ทิศ รั้วหินทั้ง 26 ชิ้นที่ขุดพบ มีเพียง 2 ชิ้นที่สลักลวดลาย ส่วน 24 ชิ้นนั้นเป็นหินเรียบ ซึ่งเป็นรูปแบบการก่อสร้างในสมัยพระเจ้าอโศก สันนิษฐานว่ารั้วหิน 2 ชิ้นที่แกะสลักลายดอกบัวน่าจะสร้างเพิ่มเติมภายหลังในสมัยศุงคะ นอกจากนี้ ยังได้พบรูปดินเผา เช่น ฉัตร ที่ใช้ประดับยอดพระสถูปสมัยพระเจ้าอโศก รูปพระพุทธบาท สัญลักษณ์ที่ใช้แทนการปรากฏองค์ของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น เหมือนกับภาพแกะสลักรอยพระบาทที่พบที่พระสถูปสาญจีในรัฐมัธยมประเทศ ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษที่พบในบริเวณพระสถูป เป็นจารึกหินชิ้นหนึ่งที่สลักพระนามพระเจ้าอโศกมหาราชไว้ ถอดความได้ว่า “chhi karena ranja Asokhena” หรือราชาอโศก และพระรูปพระเจ้าอโศกมหาราชแกะสลักด้วยหินคอนดาไลต์ ทั้งพระรูปเดี่ยวและรูปแกะสลักคู่กับพระราชินีทั้ง 2 พระองค์ พระรูปแกะสลักพระเจ้าอโศกที่ขุดพบครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับนักโบราณคดีอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการพบพระรูปเดี่ยวของพระเจ้าอโศกมหาราชในอินเดียเป็นครั้งแรก พร้อมกับจารึกหินระบุพระนามในบริเวณเดียวกัน

แต่การสำรวจพระสถูปในครั้งนั้น นักโบราณคดีไม่พบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ภายในพระสถูป พวกเขาพบเพียงฝาผอบ จึงสันนิษฐานกันว่ากษัตริย์ในสมัยหลังอาจโยกย้ายพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในพระสถูปที่สร้างขึ้นใหม่ที่ยังไม่ได้ขุดสำรวจ เพราะทั่วบริเวณเนินเขาลังกุฎีนั้นปรากฏร่องรอยพุทธสถาน รูปพระพุทธปฏิมาดินเผา และภาพจำหลักหินพระพุทธรูปในคติพุทธมหายานอีกมากมาย ที่สามารถยืนยันความรุ่งเรืองของพุทธสถานที่ลังกุฎีมาอย่างต่อเนื่องทั้งพุทธผ่ายเถรวาทสมัยพระเจ้าอโศก ฝ่ายมหายาน และวัชรยาน ตั้งแต่สมัยคุปตะตอนต้น ล่วงมาถึงคุปตะตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 14

เนินเขาลังกุฎี ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของปุษปคีรีสังฆารามนี้ มีพิกัดทางภูมิศาสตร์อยู่ที่เส้นละติจูด 20 องศา 12 ลิปดาเหนือ เส้นลองติจูด 86 องศา 43 ลิปดาตะวันออก ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านสาลีปุระ (Salipur) ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเคลัว (Kelua) ในเขตจาจปุระ (Jajpur) และอยู่ห่างจากเมืองภูพเนศวร (Bhubaneshwar) เมืองหลวงของรัฐโอริสสา 80 กิโลเมตร

เมื่อพิจารณาถึงชื่อเสียงของพระสถูปที่ปุษปคีรีสังฆารามในสมัยที่พระถังซำจั๋ง (พุทธศตวรรษที่ 12) มาพบนั้นยังเป็นที่เลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ จนชาวพุทธทั้งใกล้ไกลจะต้องเดินทางมาชุมนุมกันในวันอุโบสถ ก็อาจให้คิดต่อไปได้ว่า พระสถูปและวิหารที่แคว้นกลิงคะ (ปัจจุบันคือรัฐโอริสสา) ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น (ราวพุทธศตวรรษที่ 3) คงจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่พุทธศาสนิกชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพ่อค้า นักบวชที่เดินทางจากเมืองท่าทางทะเลที่แคว้นกลิงคะไปค้าขาย และเผยแผ่ศาสนายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือสุวรรณภูมิ

เนื่องจากเมืองท่ากลิงคะเป็นหนึ่งในเมืองท่าโบราณสำคัญ ที่ชาวอินเดียใช้เดินเรือไปมาหาสู่กับเมืองท่าสำคัญในสุวรรณภูมิสมัยพุทธศตวรรษที่ 3-4 ซึ่งได้แก่เมืองท่าตักโกลา (คลองท่อม) เมืองสะเทิม เมืองออกแอว (ในเวียดนาม) และเมืองอู่ทอง (ในจังหวัดสุพรรณบุรี)

จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าชื่อปุษปคีรีสังฆารามแห่งแคว้นกลิงคะ จะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ ชื่อเขาปุษยคีรี หรือเขาท่าเทียมในเมืองเก่าอู่ทอง ซึ่งเป็นสถานที่เล่าขานว่าพระโสณะและพระอุตระ สมณทูตสมัยพระเจ้าอโศก ได้เดินทางมาพำนักอยู่ เมื่อครั้งที่เข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ และที่เมืองเก่าอู่ทองเช่นกัน ที่นักโบราณคดีได้พบจารึกสันสกฤตบนแผ่นศิลา ปรากฏคำว่า “ปุษยคีรี” และพบรูปปั้นดินเผาและรูปจำหลักนางกษัตริย์ประทับนั่งเหนือดอกบัว มีช้างสองเชือกชูงวงจับเต้าน้ำสรงเทลงเหนือพระเศียร เป็นสัญลักษณ์ปางประสูติเช่นเดียวกับรูปจำหลักที่พระสถูปสาญจีในอินเดีย และพระสถูปอื่นที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกที่ใช้สัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าในการเล่าพุทธประวัติ เช่น ช้าง ดอกบัว ธรรมจักร ฉัตร รอยพระพุทธบาท ความสอดคล้องของการใช้รูปสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า ยังได้สะท้อนถึงการเผยแพร่แนวคิดและคติพุทธในการสร้างศิลปวัตถุในพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศก ในบริเวณเมืองเก่าอู่ทองในช่วงเวลาหนึ่ง

ปัจจุบันโบราณวัตถุที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันยาวนานนั้นได้ถูกเก็บรักษาและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี สถานที่สำคัญที่คนรุ่นหลังสามารถที่จะเข้าไปศึกษาเรียนรู้เรื่องราวในอดีตผ่านข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ที่ได้ผ่านกาลเวลามาพร้อมๆ กับความมีชีวิต ของอู่ทอง เมืองโบราณที่ทำให้เกิดการค้นหาความหมายของอดีตแม้ว่างานวิจัยจะสิ้นสุดลงแต่ทว่าสำหรับคนรุ่นหลังแล้วยังคงต้องมีการคำถามที่จะต้องเรียนรู้หาคำตอบกันต่อไป เพราะอู่ทองเป็นเมืองโบราณที่มีชีวิตและความเคลื่อนไหวของผู้คน มิใช่เพียงแค่ชื่อในตำนาน…

ที่อยู่: 139 วินยานุโยค ตำบล อู่ทอง อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี 72160 ไทย

โทรศัพท์+66 61 640 6898

ขอบคุณ: http://www.suphan.biz/watkaotumteam.htm